เทือกเขาอันนัม

สวัสดีครับ เรื่องราวเทือกเขายังไม่หมดเพียงเท่านี้วันนี้เราเดินทางมาที่เวียดนามเพื่อมาพบกับเรื่องราวของเทือกเขาหนึ่งของประเทศเวียดนาม ที่ต้องบอกเลยว่าเป็นเทือกเขาที่มีความสำคัญมากเหมือนกัน กับ เทือกเขาอันนัม (อังกฤษ: Annamite Range, Annamese Mountains, Annamese Range, Annamese Cordillera, Annamite Mountains, Annamite Cordillera) เป็นเทือกเขาในภูมิภาคอินโดจีน มีความยาวประมาณ 1,100 กิโลเมตร (680 ไมล์) เป็นชายแดนตลอดแนวทิศตะวันตกของประเทศเวียดนามต่อกับลาวและทางตอนเหนือของกัมพูชา มีชื่อเรียกในภาษาเวียดนามว่า “สายเจื่องเซิน” (Dãy Trường Sơn) และ “สายภูหลวง” (ພູຫລວງ) ในภาษาลาว เทือกเขาอันนัมประกอบด้วยภูเขาและยอดเขาเป็นจำนวนมาก โดยยอดเขาที่สูงที่สุด คือ ภูเบี้ย ที่ความสูง 2,819 เมตร และยังเป็นถิ่นที่อยู่ของชนพื้นเมืองต่าง ๆ รวมทั้งเป็นแหล่งกำเนิดของแม่น้ำหลายสาย ทางด้านชีววิทยา…

เทือกเขาหิมาลัย

สวัสดีครับ วันนี้ขอนำเสนอเรื่องราวของเทือกเขาที่สูงที่สุดในโลก ต้องบอกเลยว่า เป็นเทือกเขาที่อันตรายมากที่สุดการคุณจะเดินขึ้นไป และสิ่งที่คุณต้องเผชิญนั้นคือ พายุหิมะและความเหนื่อยจากเดินขึ้นไปบนยอดเขา  กับ เรื่องราวของ เทือกเขาหิมาลัย (อังกฤษ: Himalaya Range) เป็นเทือกเขาที่อยู่ในทวีปเอเชีย ที่แยกอนุทวีปอินเดียทางทิศใต้ ออกจากที่ราบสูงทิเบตทางทิศเหนือ เป็นที่ที่มียอดเขาที่สูงที่สุดในโลก เช่น ยอดเขาเอเวอเรสต์ และยอดเขากันเจนชุงคา (Kanchenjunga) และยังประกอบด้วยยอดเขาที่มีความสูงมากกว่า 7,200 เมตร (23,600 ฟุต) มากกว่าหนึ่งร้อยยอดเลยทีเดียว  ในทางศัพทมูลวิทยาก็ได้บอกว่า  คำว่า หิมาลัย มาจากภาษาสันสกฤต หมายถึง “ที่อยู่ของหิมะ” (หิม + อาลย) เป็นจุดกำเนิดของระบบแม่น้ำที่สำคัญของโลกหลายสาย เช่น แอ่งแม่น้ำสินธุ และแอ่งแม่น้ำคงคา-พรหมบุตร แม่น้ำสาละวิน และแม่น้ำโขงเทือกเขาหิมาลัยทอดยาวพาดผ่านพื้นที่ของ 5 ประเทศ ได้แก่ ปากีสถาน…

ธารน้ำแข็ง

      การเติบโตของธารน้ำแข็งขึ้นอยู่กับความสมดุลอันละเอียดอ่อนในธรรมชาติระหว่างอุณหภูมิของอากาศและการตกของหิมะ ถ้าหิมะตกทับถมมากกว่าที่จะระเหยหรือละลายไปหมดในช่วงระหว่างฤดูร้อน ธารน้ำแข็งจะเติบโตขึ้น ถ้าหากไม่มีหิมะเพิ่มเติมธารน้ำแข็งจะต้องลดขนาดลง ธารน้ำแข็งประกอบด้วยส่วนต่างๆ สามส่วน ทุกส่วนจะเชื่อมต่อกันได้อย่างดี ทุ่งหิมะในแหล่งทับถมเรียกว่าพื้นที่สะสม ตัวธารน้ำแข็งและปลายธารซึ่งเป็นส่วนที่ต่ำสุดของธารน้ำแข็ง บริเวณสามส่วนดังกล่าวนี้ไม่คงที่ ส่วนใดส่วนหนึ่งอาจกลายเป็นส่วนใหม่ได้ เพราะทั้งมวลเคลื่อนที่ตลอดเวลา เลื่อนลงต่ำคล้ายกากน้ำตาลที่เย็นจัดและแข็งมาก หิมะที่ตกลงมาตามไหล่เขาเหนือธารน้ำแข็ง จะเปลี่ยนเป็นน้ำแข็งตามขั้นตอนในกระบวนการของมัน เกล็ดหิมะซึ่งเป็นรูปดาวแฉกและเบาจะรวมกันเป็นหยุ่นๆก่อนมีอากาศแทรกอยู่ด้วยมาก เมื่อลมฟ้าอากาศเปลี่ยนแปลงจะทำให้ระเหยหรือละลาย เหลี่ยมมุมหายไปกลายเป็นเม็ดหิมะเล็กๆ อัตราการเคลื่อนที่ของธารน้ำแข็งนั้น ขึ้นอยู่กับความชันและความขรุขระของลาดเขา ความลึกของน้ำแข็งปริมาณน้ำแข็งกับหิมะที่ทำให้กำเนิดธารน้ำแข็ง ธารน้ำแข็งบางแห่งอยู่ที่ไหล่เขาที่ไม่ชันและมีหิมะน้อยน้ำหนักบนธารน้ำแข็งที่จะเพิ่มขึ้นและทำให้การเคลื่อนที่น้อย ธารน้ำแข็งไหลลงที่ปลายธารด้วยอัตรา 1 เซนติเมตรต่อวัน ส่วนธารน้ำแข็งบนลาดเขาที่ชันและมีหิมะตกใหม่เพิ่มมากขึ้นและเพิ่มน้ำหนักมากขึ้น อาจเคลื่อนที่ด้วยความเร็ว 30 เมตรต่อวัน ธารน้ำแข็งทวีปเช่น พืดน้ำแข็งกรีนแลนด์เมื่อค่อยๆไหลออกจากภายใน สามารถไหลขึ้นเขาจนปกคลุมเทือกเขาทั้งเทือกได้

มนุษย์กับภูเขา

   มนุษย์เองก็ได้รับอิทธิพลจากภูเขา มนุษย์ต้องปรับตัวเข้าสู่สภาพแวดล้อมโดยใช้ไฟ ที่หลบภัย และเสื้อผ้าแล้ว ความแตกต่างในเชื้อชาติคงจะเป็นอยู่มากกว่าในขณะนี้ เพราะกลุ่มคนคงจะอยู่ในถิ่นเดิมของตนนานขึ้น มนุษย์คงจะไม่ท่องเที่ยวและผสมพันธุ์ดังที่ได้เกิดขึ้นแล้ว อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างระหว่างเชื้อชาติก็ยังปรากฎเด่นชัด เชื้อชาติมองโกเลียต่างจากคอเอเชียในข้อที่มีร่างกายหนากว่าและแขนสั้นกว่า นักมนุษย์วิทยาคาดว่าความแตกต่างเหล่านี้เกิดขึ้น เมื่อครั้งที่มนุษย์กลุ่มใหญ่นี้ถูกกักอยู่ทางเหนือของเทือกเขาหิมาลัยในยุคน้ำแข็งต่างๆ เป็นเวลานานหลายๆพันปี มนุษย์ทุกวันนี้อาศัยทุกพื้นที่ยกเว้นตามยอดเขาสูงสุดของโลก ไม่ใช่เพราะความหนาวจัดหรือความสูงที่กีกกันไว้แต่หิมะเป็นต้นเหตุในสภาพแวดล้อมที่มีหิมะปกคลุมตลอดเวลา พืชขึ้นไม่ได้ สัตว์ไม่มีอาหาร มนุษย์จึงถูกบังคับให้อยู่ที่อื่นแต่ก็ยังขึ้นไปอยู่ตามที่สูงๆเท่าที่จะอยู่ได้ ผู้คนที่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ตามหุบเขาสูงซึ่งพบตามเทือกเขาแอนดีสและเขตสูงในทิเบต ในระดับนี้ผู้คนเคยชินกับอากาศที่ระดับน้ำทะเลจะหายใจด้วยลำบาก นี่ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของการปรับตัวทางชีววิทยา พวกเขามีหัวใจและปอดที่ใหญ่กว่ามนุษย์ที่อาศัยอยู่ที่พื้นราบ ซึ่งผู้ที่อาศัยอยู่บนที่สูงเม็ดเลือดแดงที่นำออกซิเจนมาล่อเลี้ยงร่างกาย แม้ว่ามนุษย์บนภูเขาจะมีการปรับตัวแล้ว แต่ความเป็นอยู่ก็ยังคงมีความลำบากแต่ชาวเขาก็ยังคงหล่อหลอมใช้ชีวิตร่วมกับธรรมชาติและภูเขามายาวนาน ซึ่งชาวเขานั้นถือเป็นส่วนหนึ่งของภูเขาแล้ว

อิทธิพลของภูเขาตอนที่ 2

   ภูเขามีอิทธิพลต่อชีวิตบนโลกในหลายทาง มีอิทธิพลต่อดินฟ้าอากาศอย่างมากเพราะภูเขาขัดขวางกระแสลมไม่ให้พัดรอบโลกได้โดยต่อเนื่อง ทำให้เกิดกระแสวนในท้องถิ่นซึ่งมีผลต่ออุณหภูมิและฟ้าฝน แล้วจึงมีอิทธิพลต่อภูมิอากาศไกลๆ ออกไปคือ ไม่เกิดเฉพาะในบริเวณใกล้ๆภูเขาเท่านั้น แต่บางทีอิทธิพลอาจแผ่ออกไปเป็นพันๆไมล์ เขตภูมิอากาศของโลกคงเป็นแบบง่ายๆ ถ้าไม่มีภูเขาและตัวทวีปเข้ามาขัดขวางการไหลของลมและน้ำ ซึ่งเกิดจากอุณหภูมิต่างกันและจากการหมุนของโลก ภายใต้อิทธิพลเหล่านี้ ลมประจำของเขตอบอุ่นจึงมีทิศทางมาจากตะวันตก ในประเทศสหรัฐ  ลมพัดเข้าสู่ฝั่งของรัฐวอชิงตัน รัฐโอเรกอน และรัฐแคลิฟอร์เนียอย่างสม่ำเสมอ นำความชื้นจากมหาสมุทรแปซิฟิกเข้ามาอย่างเต็มที่และจะปะทะกับเทือกเขาชายฝั่งทันที ลมจึงลอยตัวขึ้นและเย็นลงความชื้นที่พามาจะเกิดการควบแน่น กลายเป็นฝนตกลงทางไหล่เขาด้านตะวันตก ปริมาณน้ำฝนต่อปีในเขตป่าฝนโอลิมปิค รัฐวอชิงตัน สูงถึง 3.7 เมตรเมื่อลมพัดผ่านภูเขาไปจึงกลายเป็นลมแห้ง ทำให้ไหล่เขาด้านตะวันออกเกือบไม่ได้ฝนเลย การที่มีภูเขากั้นเช่นนี้จึงทำให้อเมริกามีบริเวณพื้นที่แห้งแล้งเป็นทะเลทราย และบริเวณที่เขียวที่สุดได้รับฝนปริมาณมากที่สุด ซึ่งมีระยะห่างจากกันเพียง 100-200 ไมล์ เท่านั้น นักไต่เขาตระหนักดีว่ายิ่งขึ้นสูงอากาศยิ่งหนาว แม้ว่ายอดเขาจะถูกในเขตได้รับแสงจากดวงอาทิตย์ก็ตาม นั้นเพราะว่ายิ่งสูงอากาศยิ่งเบาบางลง จึงยึดอินฟราเรดจากดวงอาทิตย์น้อยลง ทำให้อุณหภูมิลดลงราว 1.7 องศาเซลเซียส ต่อระดับความสูง 300 เมตร

อิทธิพลของภูเขาตอนที่ 1

  ภูเขามีอิทธิพลต่อโลกและความเป็นมาของสิ่งมีชีวิตบนโลก เริ่มด้วยการเพิ่มวัตถุดิบสำคัญที่สุดให้แก่ดิน ในที่ที่ผิวโลกดันตัวขึ้นมาจนเกิดเป็นภูเขา หินจะถูกทำลายมากขึ้นด้วยอำนาจของการผุพังอยู่กับที่และการกัดกร่อนหินจะเริ่มแตกเมื่อน้ำซึมลงไปตามรอยแยกและขยายตัวเมื่อน้ำเยือกแข็งทำให้หินแตกออกเป็นชิ้นใหญ่ น้ำและก๊าซในบรรยากาศจะทำปฏิกิริยาทางเคมีกับแร่ธาตุในหิน ทำให้เกิดแร่ธาตุใหม่ๆขึ้น และอนุภาคทั้งหมดเหล่านี้ ทั้งใหญ่และเล็กจึงถูกน้ำฝนและน้ำไหลผ่านมาจากที่สูง ระหว่างที่ไหลลงมา อนุภาคเหล่านี้จะแตกและถูกบดจนเล็กลงไปอีก แล้วกลายเป็นทรายและทรายแป้ง ซึ่งเหมาะสมกับการเพาะปลูก และการเจริญเติบโตของพืชพรรณ การเพิ่มคุณภาพของดินจากวิถีทางการเปลี่ยนแปลงของภูเขา สร้างคุณประโยชน์มากมายให้กับชีวิตของคน สัตว์และพืช ซึ่งดำรงชีวิตอยู่บนโลกนี้เป็นอย่างมาก คุณประโยชน์เช่นนี้เราจะไม่เห็นผลโดยตรงหรือทันทีทันใดแต่มันก็ยังมีอยู่  อนุภาคเหล่านี้บางส่วนจะตกลงที่ราบน้ำท่วมของแม่น้ำใหญ่ๆ เช่น แม่น้ำคงคา กลายเป็นดินเพาะปลูกได้ดี อนุภาคส่วนใหญ่ค่อยๆถูกชะล้างลงสู่มหาสมุทรแต่จะไม่อยู่ตลอดไป การเคลื่อนที่ของเปลือกโลกอาจจะยกระดับมันขึ้นมาเหนือระดับน้ำทะเล กลายเป็นที่ตามชายฝั่งซึ่งจะใช้เพาะปลูกต่อไป ตะกอนอาจถูกบีบอัดเข้าเป็นภูเขารุ่นใหม่ และเริ่มวัฏจักรใหม่ต่อไป น้ำมีอำนาจในการกัดกร่อนมากที่สุด เช่น ไหล่เขา พื้นที่ต่างๆถ้ายังคงเป็นหินแข็งราบเรียบ หากเป็นเช่นนั้น โลกก็อาจคงไม่มีสิ่งมีชีวิตอยู่บนบกได้

ความสูงของภูเขาที่แท้จริง

ยอดเขาเอเวอร์เรสต์นั้นยังคงตำแหน่งยอดเขาที่สูงที่สุดในโลกโดยวัดจากพื้นดิน ซึ่งมีการถกเถียงกันว่าความสูงที่แท้จริงของยอดเขานั้นกี่เมตรกันแน่ ข้อสงสัยที่ว่ายอดเขาดังกล่าวนั้นสูงเพิ่มขึ้นภายในเวลา 100 ปีจริงหรือ ซึ่งการวัดความสูงของยอดเขานั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ การวัดความสูงนั้นในอดีตมีการวัดขึ้นโดย กล้องวัดมุมที่มีความละเอียด วิธีนี้จะได้ข้อมูลถูกต้องถ้าปรับกล้องให้ได้ระดับจริงๆ ผลของการวัดภูเขาใหญ่ๆที่บันทึกไว้ อาจจะผิด ประเด็นนี้เน้นวิธีการที่ได้คือ ตัวเลขระดับสูงของยอดเขาเอเวอร์เรสต์ที่เป็นการทางครั้งแรก ซึ่งวัดกันใน 6 จุดและได้ผลต่างกันทุกจุด ที่ต่ำที่สุดคือ 8,836 เมตร และสูงที่สุดอยู่ที่ 8,847 เมตร เมื่อนำมาหาค่าเฉลี่ยผลทั้ง 6 จุดคือ 8,839 เมตร ซึ่งคณะสำรวจไม่เต็มใจเผยแพร่ตัวเลขที่คล้ายกันประมาณนี้ จึงบวกเข้าไปอีก 0.6 เมตรจะได้ตัวเลขทางการดูดีขึ้น ซึ่งยอดเขาเอเวอร์เรสต์ก็ยังคงสูงที่สุดในโลก แม้ว่ามีข่าวว่านักบินสมัยสงครามโลก ครั้งที่ 2 จะอ้างว่าเห็นยอดเขาสูงกว่า 9,150 เมตร อยู่ในจีนตะวันตกก็ตาม โดยปัจจุบันยอดเขาดังกล่าวมีชื่อว่า อันเนมะชิน ซึ่งสูง 7,600 เมตรเท่านั้น ซึ่งยอดเขาเอเวอร์เรสต์ยังคงสูงที่สุดในโลก…

ส่วนสูงของโลก

  บนโลกนั้นทำไมถึงมีภูเขา ภูเขาไม่ได้อยู่เมื่อโลกกำเนิดขึ้น ภูเขาเกิดขึ้นภายใต้อำนาจต่างๆที่อยู่ลึกลงไปใต้โลกและเกิดต่อเนื่องมานับตั้งแต่ภูเขาไฟปรากฏขึ้นเมื่อกว่า 4 พันล้านปีมาแล้วและจะดำเนินต่อไปในอนาคตอย่างน้อยก็นานพอๆกัน อายุของภูเขานั้นเทียบได้กับชีวิตของมนุษย์ ภูเขาเริ่มเกิดขึ้นจากอายุน้อยและโตเต็มที่อยู่เป็นเวลานาน แก่ชราและสุดท้ายก็สึกกร่อนแล้วสูญหายไป กระบวนการเหล่านี้เกิดขึ้นเป็นเวลานานแต่เวลาในจักรวาลเป็นเรื่องไม่จำกัด เป็นเวลาล้านปีของภูเขาพอๆกับไม่กี่วันในชีวิตมนุษย์ ความรู้เรื่องภูเขานับว่าเป็นสิ่งใหม่ เพราะตั้งแต่มนุษย์เริ่มคิดถึงเรื่องภูเขาซึ่งเป็นสิ่งที่ยืนยาว เป็นส่วนหนึ่งที่เกิดขึ้นจากอำนาจการสร้างที่มหัศจรรย์ ซึ่งทุกสังคมและทุกศาสนามีคำอธิบายไว้ โดยเมื่อ 200 ปีก่อน วอลแตร์ผู้มีเหตุผลและช่างสงสัยและถือความเห็นของเพื่อนนักวิทยาศาสตร์ของเขา กองเต เดอบุโฟง ว่าแม้แต่ภูเขาลูกเล็กๆ ในฝรั่งเศสก็อาจจะไม่ได้อยู่ตรงนั้นตลอดเวลา ซึ่งเขาได้ค้นพบเปลือกหอยทะเลที่ฝังอยู่ตามหิน ไหล่เขาของฝรั่งเศส เขาสงสัยว่าเปลือกหอยเหล่านี้มาได้อย่างไร หลังจากได้ศึกษาเปลือกหอยดังกล่าวแล้ว เขาเชื่อว่าภูเขานี้เคยเป็นทะเลมาก่อนและถูกพลังงานใต้เปลือกโลกดันตัวขึ้นเป็นเวลานานนับล้านปี ยอดเขาเอเวอร์เรสต์ เป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในโลกอยู่ในแถบเทือกเขาหิมาลัย ซึ่งความสูงนี้วัดโดยคณะนักสำรวจชาวอังกฤษในปี ค.ศ. 1852 ที่ความสูง 8,840 เมตร ซึ่งเป็นตัวเลขที่ถูกต้อง ต่อมานักสำรวจชาวอินเดียได้วัดระยะความสูงเพิ่มขึ้นอีก 7.9 เมตรในปี ค.ศ. 1954